เบาหวานชนิดที่ 1: เมื่อภูมิคุ้มกันเข้าใจผิดว่าตับอ่อนคือศัตรู
ทำไมเบาหวานชนิดที่ 1 ถึงต่างจากชนิดที่ 2 คนละเรื่องกันเลย และทำไมภาวะขาดอินซูลินรุนแรงถึงอันตรายถึงชีวิตได้เร็วกว่าที่คิด
คนละต้นเหตุกับเบาหวานชนิดที่ 2 โดยสิ้นเชิง
หลายคนได้ยินคำว่า “เบาหวาน” แล้วนึกถึงภาพเดียวกันหมด คือกินหวานมาก อ้วน แล้วน้ำตาลสูง แต่บทความ เบาหวานชนิดที่ 2 กับบทความนี้กำลังพูดถึงคนละโรคกันเลย แม้ปลายทางจะเป็น “น้ำตาลในเลือดสูง” เหมือนกันก็ตาม
เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากเซลล์ในร่างกายค่อย ๆ ดื้อต่ออินซูลิน ส่วนเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นคนละกลไกโดยสิ้นเชิง — มันคือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (autoimmune disease)
ภูมิคุ้มกันที่เข้าใจผิดว่าตับอ่อนคือศัตรู
ปกติระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (adaptive immunity) มีหน้าที่จดจำและกำจัดเชื้อโรค (อ่านกลไกปกติที่บทความ ระบบภูมิคุ้มกัน) แต่ในเบาหวานชนิดที่ 1 เซลล์ T บางส่วนเกิดความผิดปกติ (autoreactive) จนหันมาโจมตีเซลล์เบต้าในตับอ่อนซึ่งเป็นเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน โดยเข้าใจผิดว่าเซลล์เบต้าเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ต้องกำจัด [ref-119]
กระบวนการที่เซลล์ภูมิคุ้มกันบุกรุกเข้าไปทำลายเซลล์เบต้าในตับอ่อนอย่างต่อเนื่องนี้ มีชื่อเรียกเฉพาะว่า insulitis [ref-119] — เกิดขึ้นช้า ๆ สะสมนานเป็นเดือนหรือเป็นปีก่อนจะแสดงอาการชัดเจน
ผลลัพธ์: ขาดอินซูลินแบบสมบูรณ์
เมื่อเซลล์เบต้าถูกทำลายไปมากพอ ตับอ่อนจะผลิตอินซูลินไม่ได้อีกต่อไป เกิดภาวะที่เรียกว่าขาดอินซูลินแบบสมบูรณ์ (absolute insulin deficiency) [ref-119] ต่างจากเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ร่างกายยังผลิตอินซูลินได้อยู่ เพียงแต่เซลล์ตอบสนองต่อมันได้แย่ลง (อ่านกลไกอินซูลินปกติที่บทความ ระบบฮอร์โมน)
จุดนี้เองที่ทำให้การรักษาต่างกันโดยสิ้นเชิง — เบาหวานชนิดที่ 1 ต้องพึ่งการฉีดอินซูลินจากภายนอกไปตลอดชีวิตตั้งแต่วันที่วินิจฉัย เพราะร่างกายไม่เหลือความสามารถผลิตอินซูลินเองแล้ว ไม่ใช่แค่ปรับพฤติกรรมการกินหรือออกกำลังกายเหมือนระยะแรกของเบาหวานชนิดที่ 2
ใครเสี่ยงบ้าง และภาวะฉุกเฉินที่ต้องรู้จัก
เบาหวานชนิดที่ 1 พบในเด็กและวัยรุ่นมากกว่าผู้ใหญ่ แม้จะพบในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน (บางครั้งถูกวินิจฉัยผิดเป็นชนิดที่ 2 ในช่วงแรกเพราะอาการค่อยเป็นค่อยไปกว่าในเด็ก) [ref-119]
ภาวะฉุกเฉินที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (Diabetic Ketoacidosis — DKA) เมื่อร่างกายขาดอินซูลินรุนแรง เซลล์จะดึงไขมันมาสลายเป็นพลังงานแทนน้ำตาลอย่างรวดเร็วเกินไป เกิดสารคีโตนสะสมจนเลือดเป็นกรด ทำให้มีอาการหายใจมีกลิ่นคล้ายผลไม้ ซึม และในรายรุนแรงอาจถึงขั้นโคม่า [ref-119] ภาวะนี้พบได้ในเด็กที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยเบาหวานชนิดที่ 1 สูงถึง 15-70% ของผู้ป่วยรายใหม่ [ref-119] ทำให้การรู้จักสังเกตอาการและรักษาแต่เนิ่น ๆ มีความสำคัญมาก
สรุป
เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันเข้าใจผิดว่าเซลล์เบต้าในตับอ่อนเป็นศัตรู จึงบุกรุกทำลายอย่างต่อเนื่องจนเกิดภาวะขาดอินซูลินแบบสมบูรณ์ ต่างจากเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เป็นเรื่องของภาวะดื้ออินซูลินโดยสิ้นเชิง ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ต้องพึ่งอินซูลินจากภายนอกไปตลอดชีวิต และมีความเสี่ยงภาวะฉุกเฉินอย่างเลือดเป็นกรดจากคีโตนที่ต้องรู้จักสังเกตอาการให้ทัน